เอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของ
 
 
.
.
.
.
 
 
 
 
 
บันทึกประจำวัน
วันที่ xx yy zz
โรงแรมในเซมลิน

    ข้าเริ่มเขียนบันทึก เพราะนี่เป็นบันทึกแรกข้าจึงอยากเขียนเหตุผลในการเริ่มเขียนไว้สักหน่อย นานมากแล้วที่ข้าเขียนเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นเป็นจดหมายแล้วส่งไปให้ท่านอา แต่ว่าเวลานี้ข้าเขียนไม่ได้ เพราะท่านอา ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านปู่ ท่านยาย รวมทั้งคนในสายตระกูลของทั้งสองฟากที่ข้าก็จำไม่ค่อยได้นั้นได้มารวมๆกันอยู่รอบๆตัวข้านี่เอง ข้าคิดว่าการเขียนจดหมายหาคนที่อยู่ข้างตัวออกจะเป็นสิ่งไร้สาระมากอยู่ ดังนั้นตั้งแต่มาอยู่ที่เซมลินนี่ ข้าจึงไม่ได้เขียนจดหมายเลย แต่พอไม่มีใครให้เขียนจดหมายหา ข้าก็เริ่มๆจะเหงามือไม่มีอะไรทำ ดังนั้นข้าจึงขอบันทึกทุกอย่างเท่าที่ข้าจะนึกออกลงในสมุดบันทึกเล่มนี้แทน

    เรื่องราวของวันนี้เริ่มต้นมาจากอาการเบื่อแสนสาหัสของข้าเอง เนื่องจากตั้งแต่มาที่นี่ ข้าต้องฟังท่านปู่ ท่านยายเทศนากรอกหูเรื่องความสำคัญของการสืบทอดตระกูลอยู่ไม่ขาด พวกท่านดูจริงจังสุดๆจนแทบจะกลายเป็นกดดัน แรกๆข้าก็ฟังดีๆอยู่หรอก แต่อย่างที่รู้ๆกันอยู่ว่าข้านั้นถูกเลี้ยงมาโดยท่านอาผู้เอ้อระเหยลอยชาย ไร้สาระ ดังนั้นในเวลาไม่นานข้าจึงอยู่ในอาการเบื่อจนทนไม่ได้ และแอบหนีออกมาเสียตั้งแต่เช้า ก่อนที่ท่านปู่หรือท่านยายจะตามจับตัวได้ทัน

    และเนื่องจากว่าข้าไม่คุ้นเคยกับเซมลินเท่าไรนัก ดังนั้นข้าจึงเดินทางไปยังสถานที่อันคุ้นเคยที่เป็นมิตรแท้ยามยากของข้า ตึกสมาคมนักล่าสมบัติของเซมลิน ข้าชอบตึกนั้น เพราะไม่ว่ามันจะอยู่ที่ไหนบรรยายการของมันก็ไม่เคยต่างกันมากนัก ผู้คนมากมาย ข่าวสาร และเงินรางวัล...

    ที่นั่นข้าเจอสาวน้อยที่แต่งตัวประหลาด...ประหลาดจนดูประหลาดแม้ยามอยู่ในฝูงชนอันแปลกประหลาดของสมาคมนักล่าสมบัติ เด็กนั่นกำลังอ่านป้ายประกาศ ข้ารู้สึกสนใจเธอนิดหน่อย อีกทั้งวันนี้ทั้งวันข้าก็ยังไม่มีอะไรทำ ข้าจึงขยับเข้าไปใกล้ๆเพื่อดูประกาศใบที่เธออ่าน

    ประกาศใบนั้น เป็นประกาศรับสมัครลงแข่งพายเรือประจำปีของเซมลิน ข้าหันกลับไปดูเด็กสาวข้างๆเล็กน้อย เธอกำลังมองข้าอยู่เหมือนกัน และจะเพราะอะไรมาดลใจไม่ทราบ รู้ตัวอีกทีข้าก็อยู่บนเรือกันนางแล้ว

    เราทั้งคู่ไม่ได้พูดอะไรกัน มันเป็นเหตุไม่ปกติ ไม่ปกติมากๆ โดยพื้นฐานแล้วตัวข้าเองนั้นเป็นคนพูดมาก แต่ไม่รู้ทำไมในขณะที่ข้าค่อยๆพายเรือเอื่อยๆอย่างไม่ใยดีการแข่งนั้นข้าถึงนึกเรื่องที่จะพูดไม่ออก

    หลังจากกินลมชมวิวมาได้พักใหญ่ ทิวทัศน์ข้าทางที่มีแต่ต้นไม้ใบหญ้าก็กลายเป็นของน่าเบื่อไป ข้าจึงหันมาพิจารณาเด็กประหลาดที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามข้าแทน  เธอเป็นเด็กสาวร่างผอมบาง ผิวขาว เนียนราวตุ๊กตากระเบื้อง ดูผ่านก็น่าจะเป็นคุณหนูสักบ้านหนีพี่เลี้ยงออกมาเที่ยวเล่น แต่ว่าไม่ใช่หรอก...จากการแต่งตัวนั่น น่าจะเป็นเด็กฝึกหัดในคณะละครสัตว์สักที่ที่หลบงานออกมามากกว่า เด็กนั่นใส่หน้ากากปิดหน้าไว้ครึ่งหนึ่ง ดังนั้นข้าจึงไม่อาจมองเห็นดวงตาของเธอได้ นั่นเป็นเรื่องหน้าเสียดาย เพราะดวงตานั้นบอกอะไรได้มากเหลือเกิน

    ไม่มีประโยชน์อะไรในการพยายามมองผ่านหน้ากากของเด็กนั่น เพราะข้าเป็นเพียงข้า ไม่ใช่นักอาคมที่อาจมองทะลุหน้ากากนั่นเข้าไปได้ จะอย่างไรก็ตาม จากกิริยาท่าทางที่เธอแสดงออกมา เห็นได้ชัดว่าเธอคนนี้คงเป็นลูกคนมีเงินสักตระกูล หรือไม่ก็ถูกฝึกมาให้เป็นอย่างนั้น ท่วงท่าแช่มช้อยสง่างาม

    ข้าสรุปกับตัวเองว่าเด็กตรงหน้าข้านี้คงเป็นลูกคุณหนู หนีออกจากบ้าน หรืออะไรเทือกนั้นๆ และก็กำลังคิดอยู่ว่าควรจะเอาตัวไปส่งคืนบ้านดีไหม แต่ข้าก็ล้มความคิดนั้นไปด้วยเหตุผลง่ายๆสองข้อ หนึ่งคือไม่มีใครขอ และสองคือข้าเองก็เคยเป็นเด็กหนีออกจากบ้านมาก่อน แม้ตอนนี้จะกลับมาอยู่บ้านแล้ว แต่ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่าคนที่หนีออกจากบ้านนั้น หนีออกมาด้วยความรู้สึกเช่นไร

    เรือลำน้อยของเราลอยเอื่อยๆเข้าเส้นชัยเป็นลำท้ายๆ ไม่มีใครว่าอะไร เพราะไม่ว่าจะเป็นข้า รึเด็กนั่นก็ไม่ได้คิดว่าจะชนะอยู่แล้ว ข้าช่วยเธอขึ้นจากเรือตามมารยาท เธอพยักหน้าให้ข้าทีนึง ข้าพยักหน้าตอบ แล้วเธอก็เดินจากไป

    เด็กนั่นเป็นคนประหลาด ประหลาดตั้งแต่หัวจรดเท้าลามไปถึงนิสัยใจคอเลยทีเดียว มีที่ไหนขึ้นเรือมากับคนแปลกหน้าง่ายๆอย่างนี้ แต่จะว่าเด็กนั่นมากก็ไม่ได้ เพราะข้าเองก็ใช่ว่าจะต่างกันนัก ชั่วแวบแรกข้าคิดจะตามเธอไป ไหนๆก็ไหนๆแล้วขอรู้ชื่อสักหน่อยก็ยังดี แต่ก็นะ ในเมื่อโชคชะตาไม่อำนวย มันก็ช่วยอะไรไม่ได้ เพราะเมื่อเธอเดินจากไปไม่ถึงสามก้าว ข้าก็เหลือบไปเห็นคนของท่านยายเดินแวบๆอยู่แถวนั้นพอดี ข้าไม่อยากเดินจับตัวกลับไป ดังนั้นต้องรีบลี้ภัยออกมาจากตรงนั้นเป็นการด่วน

    บันทึกในวันนี้คิดว่าคงจบลงเท่านี้ เพราะหลังจากนั้นข้าก็ไม่เจออะไรที่คิดว่าน่าสนใจอีกเลย

สวัสดี
ลิซ

---------------------------

(เนื้อหาตรงนี้ลิซมาเขียนเพิ่มหลังจากปิดสมุดไปได้ราวสามวิ)
.
.
.
คิดอีกทีแล้วเขียนบันทึกนี่ไม่ยักกะสนุกเหมือนเขียนจดหมายแฮะ
เห็นทีต้องหาโอกาสกลับไปเขียนจดหมายอีกในเร็วๆนี้ซะแล้ว
.
.
.


 

Comment

Comment:

Tweet