เอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของ
 
 
.
.
.
.
 
 
เอนทรี่นี้เป็นเรื่องของลิซ กะท่านอา ช่วงก่อนหน้าที่จะเข้า scme6 นะฮะ
 
 
 
 
 
     คืนนั้นนักล่าสมบัติหนุ่มตื่นขึ้นก่อนเวลาปกติราวสอง-สามชั่วโมง ด้วยการปลุกของสัตว์ปีกชนิดหนึ่งที่เรียกกันโดยทั่วไปว่านกพิราบ ซึ่งถ้าจะให้เฉพาะเจาะจงลงไปก็คือนกพิราบสื่อสาร และถ้าจะพูดให้ละเอียดกว่านั้นอีก เจ้านกตัวที่ว่านี่ก็คือ นีออน

    พิราบสื่อสารร่างเพรียวร่อนลงอย่างเหมาะเจาะบนใบหน้าของชายหนุ่มในลักษณะที่จะทำให้เกิดรอยข่วนบนนั้น ซึ่งส่งผลให้คนที่หลับอยู่สะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยอาการเจ็บจี๊ดๆบนใบหน้า แล้วคว้าเอาเจ้าพิราบคู่แค้นไว้ได้ด้วยปฏิกิริยาตอบสนองอัตโนมัติที่ติดตัวมาตั้งแต่สมัยยังอยู่กับผู้เป็นอา ลิซยังสะลึมสะลืออยู่เล็กน้อยในขณะปล่อยนีออนที่กำลังจะถูกบีบตายคามือลงบนรังชั่วคราวของแฟนซีที่ข้างเตียง

    แฟนซีขยับแบ่งที่ให้มันแต่โดยดี ลิซขยับตัวจุดตะเกียงดวงเล็กที่หัวเตียงให้ติดขึ้น ห้องของเขาเป็นห้องเดี่ยว ซึ่งเจ้าตัวเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเขาถึงได้ห้องเดี่ยว ทั้งๆที่ห้องผู้ป่วยแบบพักคนเดียวของโรงพยาบาลนั้นหายากแสนยาก แต่ในเมื่อมัน ฟรี เขาจึงไม่ได้ว่าอะไร เมื่อห้องเป็นห้องเดี่ยว ชายหนุ่มจึงไม่ต้องเกรงใจใคร และลุกจากเตียงขโยกเขยกขาที่ยังบาดเจ็บไปจุดตะเกียงในห้องที่เหลืออยู่อีกสองสามดวง เพื่อให้เห็นอะไรๆได้ดีขึ้น

    แสงสว่างที่ถูกจุดขึ้นนั้นทำให้เขาเห็นนีออนได้ชัด และค้นพบว่านกพิราบตัวโปรดของอานั้นไม่ได้ปรากฏตัวในสภาพเรียบร้อยดูดีตามวิสัยพิราบเนี๊ยบโรคจิตที่เขาเคยเจอ นีออนที่นอนอยู่ข้างแฟนซีนั้นอ่อนแรงอย่างเห็นได้ชัด ขนชี้ฟูราวกับถูกพายุ ปีกข้างนึงดูเหมือนจะหัก หรือเคล็ด หรืออะไรทำนองนั้น เพราะมันถูกพับอยู่ในลักษณะผิดปกติ แต่มันยังไม่ยอมนอน แม้จะดูอยากนอนเต็มแก่แล้วก็ตาม มันนอนไม่ได้เพราะสารที่มันนำส่งยังไม่ถึงมือผู้รับ

    ลิซมองนีออนอย่างชื่นชม แต่ก็ไม่วายล้อเรียนพิราบที่นอนแหมะอยู่ในกองผ้าตามมารยาทคู่แค้นที่ดี

    "ฝ่าพายุมารึไงเจ้านะ" เขาว่า แล้วเริ่มสัมผัสปีกที่ดูผิดรูปนั้นเบาๆอย่างสำรวจอาการ

    "กรู๊" นีออนส่งเสียงตอบอย่างอารมณ์เสีย พยายามขยับตัวหนีอีกฝ่ายอย่างทุลักทุเล

    "หือ? ไม่ต้องยุ่ง? ก็ได้ๆไม่ยุ่ง" ลิซยกมือยอมแพ้แต่โดยดี แม้ในใจจะแอบบบบ่นงุงิตามประสา ที่เจ้าพิราบชรานั้นหวงตัวไม่เข้าเรื่อง

    "ไหนเอาสารจากท่านอามาดูซิ" เขาเปลี่ยนเรื่อง พิราบสื่อสารส่งขาข้างหนึ่งออกมาพ้นกลุ่มขนกระเซอะกระเซิงแทนคำตอบ บนขาข้างนั้นมีกระบอกส่งสารเล็กๆอันหนึ่งติดอยู่ ลิซแกะออกอย่างรวดเร็ว แม้จะพูดนั่นพูดนี่แต่เขาก็รู้ว่านีออนบินมาหนักขนาดไหน และอยากให้มันได้พักเสียที

    "รับสารเรียบร้อย" เขาว่า พลางตบขนพองๆของนีออนอย่างเห็นใจ ท่านอาใช้พิราบหนักชะมัด ดูจากสภาพทรุดโทรมของนีออนแล้ว เห็นได้ชัดว่ามันบินตรงมาที่นี่เลยโดยไม่หยุดพักแม้สักช่วงเดียว...อันที่จริงแล้วแฟนซีเองก็ดูจะมาถึงก่อนนีออนเพียงชั่วครู่และอยู่ในสภาพไม่ต่างกันนัก เดาจากนิสัยของนกทั้งคู่แล้วคาดว่าทั้งสองตัวคงจะบินแข่งกันมา

    ลิซขยับสายตาจากนีออนมายังนกพิราบของตนที่นอนอ่อนแรงอยู่ข้างกัน มันเหนื่อยแบบหมดสภาพ แต่ร่างกายยังดีอยู่ อย่างน้อยปีกก็ไม่หัก

    ...ไอ้นกงี่เง่า กลับมาช้ากว่านี้หน่อยก็ไม่มีใครเขาว่าหรอก ถ้าบาดเจ็บขึ้นมาจะทำยังไง...

    เขาลูบขนแฟนซีให้เข้าที่เข้าทาง แต่ไม่ได้แตะต้องนีออนอีก แม้จะอยากดูแผลที่ปีกสักหน่อย แต่ถ้าเจ้าตัวไม่ยอมก็ป่วยการ เอาเถอะแผลดูไม่ร้ายแรงเท่าไรนัก ไว้ตื่นมาแล้วค่อยคุยกันอีกที เขาคิด และเริ่มหันกลับมาสนใจจดหมายจากท่านอาอย่างจริงจัง

    จดหมายถูกเขียนลงในกระดาษแผ่นเท่าฝ่ามือ ด้วยหมึกสีเขียวมะนาวแสบตา ความยาวสามบรรทัดถ้วน

    ...คงคอนเซปประหยัดน้ำหมึกได้ดีมาก...
 
 
 
ถึงไอ้หลานรัก

    อย่าบอกนามสกุลเจ้ากับใคร ข้ากำลังเดินทาง

อาเจ้า

  
 
  ถามจริงๆ ที่ที่ท่านอยู่หมึกไม่มี กระดาษหมด รึท่านไม่มีที่ระบายความกวนฝ่าเท้าครับ ตอบมาแค่นี้มันจะไปรู้เรื่องอะไรเล่า ปัดโธ่!!! แล้วไอ้เรื่องที่ขอมานี่มันทำได้ที่ไหนกัน ก็บอกอยู่เดี๋ยวนี้เองว่าเข้าโรงหมอๆ แล้วมีโรงหมอที่ไหนเขาไม่ขอประวัติคนไข้บ้างฟะ ชื่อนามสกุลน่ะ ให้คุณพยาบาลสุดสวยไปตั้งแต่วันแรกแล้ว ชายหนุ่มโวยวายในใจ ก่อนจะเริ่มพิจารณาความหมายของคำสั่งที่โดนส่งด่วนมานี้

    ท่านอาของเขารักนกพิราบเข้าขั้นหลงใหล แถมหวงอย่างกับอะไรดี เพราะงั้นถ้าไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายจริงๆจะไม่มีวันส่งนกพิราบในสังกัดตัวใดให้บินด่วนมาถึงเขาแน่นอน ดังนั้นเรื่องที่เขียนมาคงเป็นเรื่องสำคัญ แต่ในเมื่อเขายังนึกไม่ออกว่าการบอกหรือไม่บอกนามสกุลกับใครจะเป็นเรื่องสำคัญขนาดนั้น และนับจากวันที่เขาบอกชื่อ- นามสกุลกับคุณพยาบาลไปนี่ก็เข้าวันที่สองแล้ว แต่ยังไม่มีเหตุผิดปกติอะไรเกิดขึ้น เขาจึงคิดว่าคงไม่เป็นไร

    แต่ในขณะที่ลิซควานหาอุปกรณ์การเขียนจากกองสัมภาระ เพื่อเตรียมเขียนจดหมายตอบอยู่นั้นเอง เหตุผิดปกติอย่างแรกก็เกิดขึ้น

    ประตูห้องพักของเขาเปิดโครมออกด้วยเสียงอันดังอย่างไม่คิดเกรงใจห้องข้างเคียง

    ข้างนอกยังมืดอยู่ แต่ด้วยแสงสว่างจากในห้องทำให้ลิซสามารถมองเห็นผู้มาเยือนได้ชัดเจน ผู้มาปรากฎตัวในยามเกือบเช้าเป็นชายวัยกลางคนร่างสูง ท่าทางคล่องแคล่ว เขาอยู่ในชุดนักเดินทางสภาพสมบุกสมบัน บนศีรษะสวมหมวกปีกกว้างใบใหญ่ที่ตกลงมาปิดใบหน้าเล็กน้อย แต่ด้วยแสงจากในห้องที่สาดออกสู่ข้างนอกเป็นแนวเดียว ทำให้เงาอันเกิดจากหมวกนั้นบดบังใบหน้าของผู้มาเยือนไปเสียครึ่ง และเสริมให้รอยยิ้มไม่น่าไว้ใจบนใบหน้านั่นดูไม่น่าไว้ใจเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า

    แต่อย่างไรก็ตาม การมาเยือนอย่างไม่ค่อยปกตินั้นก็ไม่ได้ทำให้ผู้เป็นเจ้าของห้องแปลกใจได้มากนักเมื่อเขาเห็นว่าผู้มาเยือนเป็นใคร

    "สวัสดีครับท่านอา" ลิซเป็นฝ่ายทักขึ้นก่อน ร่างสูงนั้นจึงขยับหมวกขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นใบหน้าอิดโรยชัดขึ้น

    "นี่เจ้าจะไม่ตกใจหน่อยรึไง?" เขาถาม ในขณะที่ก้าวเข้ามาในห้องด้วยฝีเท้าเบากริบ อันเป็นลักษณะการเดินของเจ้าตัว

    "ก็นิดหน่อยล่ะครับ แต่ว่าข้าชินซะแล้วล่ะ กับการที่ท่านจะโผล่มา แวบไปแบบคาดไม่ถึงอย่างนี้" ลิซยักไหล่ อย่างไม่เห็นเป็นเรื่องสำคัญ แล้วกวาดอุปกรณ์เครื่องเขียนที่ไม่มีความจำเป็นแล้วลงกระเป๋าตามเดิม

    "ข้าบอกเจ้าแล้วใช่ไหมว่าอย่าบอกนามสกุลเจ้ากับใคร" ท่านอาว่าด้วยน้ำเสียงเรื่อยเฉื่อย ในขณะที่จัดแจงหาที่นั่งให้ตัวเองด้วยอาการปกติธรรมดาราวกับอยู่บ้าน

    "ก็บอกมากับจดหมายแล้วล่ะครับ นีออนเพิ่งมาถึงตะกี้เอง" ลิซว่า

    "นั่นสินะ ข้าก็ว่าข้าบอกเจ้าแล้ว แล้วทำไม่ข้าไม่ยักกะเห็นเจ้าทำตามกัน" ผู้สูงวัยยังว่าต่อไปด้วยน้ำเสียงเรื่อยเฉื่อย ทำเป็นไม่ได้ยินคำว่า เมื่อตะกี้ ของหลานชาย แล้วหันไปปฐมพยาบาลนีออน

    "เพราะว่ามันไม่ทันแล้วยังไงล่ะครับ ว่าแต่ไอ้นามสกุลของข้ากับท่านเนี่ย มันมีปัญหาตรงไหนหรือครับ ถึงบอกคนอื่นไม่ได้" หลานชายว่า

    "เปล่าหรอก อันที่จริงมันก็ไม่เชิงมีปัญหาอะไร ก็แค่เป็นตัวดึงดูดเรื่องวุ่นวายนิดหน่อย" เขาว่าอย่างสบายอารมณ์ ขยับปีกของนีออนกุกกักเพื่อให้มันกลับเข้าที่เข้าทาง

    "วุ่นวาย?" ลิซถามย้ำ

    "อือฮึ" ผู้เป็นอาตอบ เขาเงยหน้าขึ้นจากนีออน มองออกไปนอกหน้าต่างเล็กน้อย ฟ้าใกล้สว่างแล้ว

    "ถ้าอยากรู้ก็รอกันอยู่นี่สักพักละกัน เดี๋ยวก็คงมาแล้วล่ะ" เขาว่าต่อ เหลือบมองหลานชายที่ทำหน้าตาสงสัยเต็มที่บนเตียง ด้วยแววตาเจ้าเล่ห์ร้ายจนลิซรู้สึกได้

    ลิซมองอีกฝ่ายอย่างไม่ไว้ใจ ผู้เป็นอายังคงยิ้ม แถมยักคิ้วกวนประสาทให้ ชายหนุ่มจึงได้แต่ถอนใจแล้วหันไปเก็บเครื่องเขียนที่กองไว้ลวกๆให้เข้าที่เข้าทาง สัญชาตญาณบางอย่างบอกว่าเขาอาจจะต้องออกเดินทางอีกครั้งในเร็วๆนี้ ลิซเชื่อสัญชาตญาณดังนั้นเขาจึงตั้งใจจะจัดของให้พร้อมเดินทางไว้ก่อน

    นักล่าสมบัติสำรวจสภาพของอาของตนไปพลางเก็บข้าวของลงกระเป๋าไปพลาง อาเคอร์รินของเขาเป็นคนสบายๆแต่ก็เป็นคนจริงจัง ดังนั้นแม้จะทำหน้าระรื่นอยู่เสมอแต่ในใจนั้นมักจะวุ่นวายเหมือนพายุ ครั้งนี้ก็เหมือนกัน แม้จะโผล่มาด้วยท่าทางสบายๆแต่ก็เห็นได้ชัดว่าเพิ่งตัดฝ่าป่าดงพงไพร หรือไม่ก็ไปลุยพายุ หรืออะไรทำนองนั้นมาหมาดๆ ผ้าคลุมมีรอยขาด รอยเปื้อนเป็นหย่อมๆ บู๊ทที่สวมอยู่ก็เปื้อนโคลนไปครึ่งแข้ง แถมยังมาถึงนี่ด้วยความเร็วใกล้เคียงกับนกพิราบอีก ซึ่งในข้อหลังนี้เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าท่านอาทำได้อย่างไร แต่รู้แน่ๆว่าคงเสียพลังงานไปไม่น้อย

    เคอร์รินมองหลานชาย เขารู้ว่ามันกำลังสำรวจเขาอยู่ แต่เนื่องจากมันไม่ได้ทักอะไรในเรื่องสภาพโทรมสุดๆของเขา เขาจึงทำเป็นไม่สนใจแล้วจมลงไปในความคิดของตัวเอง

    ที่นี่เป็นบ้านเกิดของเขา พี่ชาย และพี่สะใภ้ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ที่ท่านปู่ และท่านยายของลิซจะอยู่ที่นี่ด้วยเช่นกัน มันจะไม่เป็นปัญหาอะไรเลย ถ้าไม่ใช่ว่าพี่ชายและพี่สะใภ้ของเขาหนีตามกันไป และมันคงจะไม่ใช่ปัญหาอีกเหมือนกันถ้าพ่อของเขาและแม่ของพี่สะใภ้จะกินเส้นกันมากกว่านี้สักเล็กน้อย เขาเห็นแววสงครามแย่งหลานลอยมาแต่ไกล แต่เขาก็ยังอยากให้ลิซได้เจอญาติคนอื่นๆนอกจากเขาสักครั้ง แม้ในตอนแรกจะไม่อยากวุ่นวายจึงได้เตือนมาในจดหมาย แต่ในเมื่อเลี่ยงไม่ทัน ก็ให้เจอกันสักครั้งคงไม่เป็นไร

    "ท่านอาครับ" ลิซทักขึ้นทำให้เคอร์รินหลุดจากห้วงคิด

    เขาเงยหน้าขึ้นสบตามองหลานชาย เป็นเชิงถาม

    "ข้าก็มัวแต่คิดโน่นคิดนี่จนลืมไป ท่านรีบมาขนาดนี้เพราะสิ่งนี้สินะครับ" ผู้เป็นหลานว่า พลางหยิบขนเม่นที่ดึงออกมาจากขาของเขาเมื่อวันสองวันก่อนขึ้นมาวางบนโต๊ะ

    "อะไร" ผู้เป็นอาถาม

    "ก็ไอ้นั่นไงครับที่ข้าบอกว่าเป็นของที่ข้าส่งไปกับแฟนซีไม่ได้" ลิซตอบ

    "อ้อ...แล้วมันคืออะไรกันล่ะ" เคอร์รินถามต่อด้วยท่าทีไม่ใส่ใจ

    "ขนของครึ่งสัตว์เม่นน่ะครับ ข้าโดนมันสะบัดขนใส่จนตกลงไปในพายุ" นักล่าสมบัติขยายความ

    "อือฮึ" ผู้สูงวัยกว่าตอบรับ เขาไม่ได้แสดงทีท่าสนใจขนเม่นนั่นมากนัก แต่ก็หยิบขนนั่นขึ้นพิจารณาเล็กน้อย มันมีลักษณะเหมือนขนเม่นทั่วไป ต่างกันก็แต่ว่ายาวเกือบเท่าแขน เคอร์รินย้ายสายตาไปยังผ้าพันแผลที่ขาของหลานชาย เห็นได้ชัดว่ายังไม่สามารถใช้เดินเหินได้สะดวกนัก แล้วเริ่มคิดหนักเรื่องวิธีการหนีออกจากเซมลินในกรณีที่สงครามแย่งหลานรุนแรงเกินกว่าเหตุ

    "ว่าแต่ใครบอกเจ้ากัน ว่าข้ารีบมาเจ